เครื่องเล่น HD Player

 

 MEDE8ER V4 VIDEO WALL
FOR 450X2 และ 500X3


Video Wall User Guide
Based on V4
25 January 2011


Mede8er Video Wall จะรวบรวมข้อมูลที่ Share ไว้จากLocal Hard Drive, USB Drive, Samba และ NFS Network เข้าสู่หน้าVideo Wall ที่แสนสะดวก โดยสร้างShortcutสำหรับVideo Wall แล้วเราก็จะสามารถดูภาพปกที่สวยงามจาก Cover Art Collection ของเราแทนการดูภาพปกแบบเดิมๆ ฃอย่าง File View (ในหน้า Media Library) Video Wall นั้นไม่ใช่Thumbnail Viewer แต่อย่างใด (ในMED300X/MED200X)  ซึ่งต้องมีการวางโครงสร้างระบบไฟล์ที่จะต้องปฏิบัติตาม โปรดอ่านคำแนะนำเหล่านี้ก่อนที่จะใช้งาน Videowall

1) เราจะสามารถใส่ Folder ได้สูงสุด 3 ชั้น (LEVEL DEEP)
2) หากใช้งาน NFS นั้น  Root Folder ก็ต้องเป็น NFS เหมือนกัน



ยกตัวอย่างสำหรับ  Local HDD, USB Drive and Samba (3 ชั้นl)
c:// mede8er (ชื่อ HDD)  > My Movies > ACTION> Terminator> ไฟล์หนังด้านใน (จะมีไฟล์ภาพหรือไฟล์ที่เกี่ยวข้องด้านในก็ได้) แต่หนังแต่ละเรื่องต้องแยก Folder กัน

ยกตัวอย่างสำหรับ for NFS (3level)
mountpoint > main folder > genre foldername > movie name folder > ไฟล์หนังด้านใน (จะมีไฟล์ภาพหรือไฟล์ที่เกี่ยวข้องด้านในก็ได้) แต่หนังแต่ละเรื่องต้องแยก Folder กัน

3) ในไฟล์หนังแต่ละโฟลเดอร์ต้องมีไฟล์ภาพปกอยู่ด้านในเพื่อที่ไว้แสดงภาพใน Video Wall แนะนำว่า ควรใช้ไฟล์ขนาด 156 x 232 pixel สำหรับ folder.jpg และไม่ควรให้ไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่กว่า 250 pixel เพื่อจะได้ใช้งานได้รวดเร็วเวลาเลือกไฟล์ใน Video Wall สำหรับ Users ที่มีไฟล์ปกที่มีขนาดใหญกว่า 75 kb เราขอแนะนะให้ใช้โปรแกรมฟรี สำหรับลดขนาดภาพปก http://www.mede8er.org/artwork/temp/resize.rar โดยลากไฟล์ภาพปกที่ต้องการจะลดขนาดลงในโปรแกรมและกด Resize

อย่าลืมว่าให้กำหนดภาพในขนาด  156 pixel  ไว้เป็น Defaul Setting โปรแกรมจะทำการลดขนาดรูปแล้ว เซพทับไฟล์ปกอัตโนมัติ

หากใช้ไฟล์ที่ใหญ่กว่า 75 kb จะไม่แสดงภาพในหน้า Video Wall

4) ภาพแสดง Detail ที่เรียกว่า about.jpg นั้นต้องใช้ไฟล์ที่มีขนาด 1280 x 720 pixels.
5) เราขอแนะนำให้ใช้โปรแกรม Y2M (YAMJ To Mede8er) หรืออีกหลายๆโปรแกรมที่มีความสามารถในการทำปกสำหรับ MEDE8ER
6) ข้ามไปสเตปต่อไปได้เลยหากได้จัดการไฟล์ภาพปก COLLECTIONตามคำแนะนำด้านบนเป็นที่เรียบร้อย
7) เลื่อก Source ต้องการแสดงภาพ Video WALL ได้ทั้ง Local HDD, USB Drive, Samba Network และ NFS Network
Cool เลือกfolderที่เก็บภาพยนตร์ไว้ (ตามข้อ1-2ด้านบน)


9) กดปุ่ม Menu
10) เลือก ICON Video Wall



11) กด enter เพื่อคอนเฟิร์ม. จะมีไอค่อนแสดงว่าได้ add video wall แล้ว
12) ทำตามขั้นตอน ข้อ 11 เหมือนเดิม ถ้าต้องการ add folder อื่นเพิ่ม
13) กลับไปน้า Home ของ MEDE8ER
14) เลือก Videowall
15) “Video Wall” จะปรากฏขึ้น
16) จะมีแฟ้มโฟลเดอร์อันใหม่ปรากฏขึ้น



17) เข้าไปยังโฟลเดอร์ที่พึ่ง Add ไป
18) เราจะเห็น Path ของ Folder อยู่ด้านบน ( Top Page)
19) ส่วนชื่อโฟลเดอร์จะอยู่ด้านล้าง (Bottom Page)
20) สามารถกดเมนูเพื่อเลือก Option ต่างๆ



21) โดยสามารถเลือกลบ/ ล๊อคโฟลเดอร์ และเปลี่ยนภาพปกชนิดของหนัง
22) ในการเลือกภาพปกชนิดของหนัง ให้กด Menu และเลือก.ไอค่อน Cover แล้วกด Enterโดยภาพปกนั้นจะไปแสดงหน้าปก Short cut ของ Folder
23) หากต้องการทำภาพปกชนิดของหนังด้วยตนเอง จะต้องทำไฟล์ภาพในฟอร์แมท PNG/JPG และมีขนาดภาพ 156 x 233 pixels  ใส่ไว้ในโฟลเดอร์ ที่เป็น root ของLocal Hard Drive หรือ USB Stick ตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า  “videowall” และนำภาพปกชนิดของหนังใส่ไว้ในโฟลเดอร์




หากมีการใส่ปกใน พอกด Enter ก็จะแสดงภาพ





กด Enter เพื่อเล่นไฟล์


แสดงไฟล์ Series
Alpha Search on the Video Wall



สามารถ กดเลือก ค้นหาไฟล์ตามตัวอักษรได้ง่ายๆจากหน้า Video Wall (ALPHA Search) โดยใช้รีโมทควบคุมเลือกที่ ไอค่อน ABC ด้านบน ตามภาพ กด Enter 1 ครั้งเพื่อเปิด on-screen keyboard  กดตัวอักษรที่ต้องการจะหาไฟล์หรือไฟล์หนังจาก MEDE8ER ที่คุณต้องการ ระบบจะทำการค้นหาไฟล์แรกที่คุณค้นหาจากตัวอักษร




การตั้งค่าระบบเสียงใน MEDE8ER


สำหรับท่านที่ต่อแบบ HDMI

o HDMI Downmix (2ch):
สำหรับท่านที่ใช้งาน Mede8er ต่อเข้า TV เพียงอย่างเดียวซึ่งจะได้รับเพียง 2 channel เท่านั้นจาก TV
รวมถึง หากท่านต่อเครื่องเสียงที่เป็นระบบ 2 channel ผ่านสาย AV

o HDMI LPCM Multichannel:
สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานเล่นไฟล์ AAC Multichannel หากท่าน โดยการตั้งค่านี้จะสามารถเล่นไฟล์ LPCM ได้โดยตรง

o HDMI Passthrough:
เลือกการตั้งค่านี้สำหรับท่านที่ต่อ MEDE8ER X2 เข้าชุดเครื่องเสียงโดยใช้สายผ่าน HDMI และมีความสามารถในการถอดรหัสเสียงระบบ 7.1
โดยใช้ HDMI 2 เส้น ต่อแบบนี้นะครับ Mede8er --- HDMI --- AVR --- HDMI --- TV



สำหรับท่านที่ต่อแบบ  COAXIAL หรือ OPTICAL

o SPDIF Downmix (2ch):
สำหรับท่านที่ต่อชุดเครื่องเสียงโดยใช้สาย COAXIAL หรือ OPTICAL แล้วส่งสัญญาณเพียง 2 channel เท่านั้น

o SPDIF Passthrough:
สำหรับท่านที่ต่อชุดเครื่องเสียงโดยใช้สาย COAXIAL หรือ OPTICAL ที่มีความสามารถในการถอดเสียงระบบ DTS 5.1




Surround Sound


o Don't Care:
เลือกการตั้งค่านี้สำหรับท่านที่ต่อ MEDE8ER X2 เข้า TV เพียงอย่างเดียวโดยไม่ผ่านชุดเครื่องเสียง

o AC3:
เลือกการตั้งค่านี้สำหรับท่านที่ต่อ MEDE8ER X2 เข้า TV และผ่านชุดเครื่องเสียงโดยใช้สายผ่าน  COAXIAL หรือ OPTICAL

o True HD:
เลือก การตั้งค่านี้สำหรับท่านที่ต่อ MEDE8ER X2 เข้า TV และผ่านชุดเครื่องเสียงโดยใช้สายผ่าน HDMI และมีความสามารถในการถอดรหัสเสียงระบบ 7.1

ระบบเสียง Full HD Home Theater



จาก ข้อมูลจำเพาะด้านรายละเอียดเสียงของแผ่นบลู-เรย์กำหนดไว้ว่าระบบเสียงบังคับ สำหรับแผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์และคอนเสิร์ตที่ผู้ผลิตจะต้องบันทึกอย่างน้อยที่ สุดฟอร์แมตหนึ่งฟอร์แมตใดเป็นซาวด์แทร็คของแผ่นบลู-เรย์นั้นมีอยู่ 3 ฟอร์แมตได้แก่ Dolby Digital, DTS และ Multi-channel Linear PCM ถึงแม้เราจะมองเห็นว่าเป็นฟอร์แมตเสียงเดิมๆ เหมือนกับที่ใช้กันอยู่ในแผ่น DVD-Video และแผ่น DVD-Audio   แต่คุณภาพเสียงของฟอร์แมตเสียงเหล่านี้เมื่อ บันทึกอยู่ในแผ่นบลู-เรย์จะให้รายละเอียดเสียงได้มากกว่าที่ได้ยินจากแผ่น DVD เนื่องจากใช้อัตราการบีบอัดข้อมูลเสียงจากต้นฉบับน้อยกว่า    และในจำนวนสามฟอร์แมตนี้ฟอร์แมตเสียง Multi-channel Linear PCM หรือ LPCM Multi-channel จะให้คุณภาพเสียงได้ดีที่สุดเพราะเป็นการบันทึกจากเทปต้นแบบโดยตรงแบบไม่มี การบีบอัดจึงสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงออกมาได้อย่างครบถ้วนไม่มี ตกหล่น แต่ข้อกำหนดรายละเอียดจำเพาะของระบบเสียง LPCM Multi-channel ของแผ่นบลู-เรย์จะมีความแตกต่างกับระบบเสียง LPCM Multi-channel ของแผ่น DVD-Audio ตรงที่สามารถบันทึกเสียงรายละเอียดสูงสุดที่ระดับ 96 kHz/24 bit แบบไม่บีบอัดได้สูงสุดถึง 8 แชนแนลด้วยอัตราความเร็วบิทข้อมูลสูงสุด 18.5   Mbps. ส่วนรายละเอียดจำเพาะของ แผ่น DVD-Audio นั้นเนื่องจากอัตราความเร็วบิทข้อมูลเสียงสูงสุดถูกกำหนดไว้ต่ำกว่าที่ 9.6   Mbps. จึงสามารถบันทึกแบบไม่บีบอัดได้เพียงสามแชนแนลหน้าส่วนแชนแนลที่เหลือต้อง ใช้การบีบอัดแบบไม่สูญเสีย (MLP) เพื่อให้มีอัตราบิทรวมไม่เกินข้อบังคับที่ทาง DVD Forum ได้กำหนดไว้

และ ในปัจจุบันซาวด์แทร็คของแผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์ที่ผลิตออกวางจำหน่ายยังคงมี การบันทึกจากแหล่งเสียงที่ใช้รายละเอียดต่ำกว่าของแผ่น DVD-Audio อยู่ คือใช้รายละเอียดสูงสุดอยู่ที่เพียงไม่เกิน 48 kHz/ 24 bit ในขณะที่แผ่น DVD-Audio ระบบเสียง LPCM Multi-channel ที่ผลิตออกวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนั้นใช้รายละเอียดอยู่ที่ระดับสูงสุดคือ 96 kHz/24 bit และ DVD-Audio บางแผ่นบันทึกระบบเสียง Stereo ที่รายละเอียดสูงสุดเต็มสเปคของ DVD-Audio คือ 192 kHz/24 bit เหตุผลที่แผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์ใช้รายละเอียดเสียงต่ำกว่าก็เป็นเพราะแหล่ง เสียงของฟิล์มภาพยนตร์ส่วนใหญ่บันทึกเสียงด้วยรายละเอียดเพียง 48 kHz/16 bit เท่านั้น มีเพียงภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จำนวนไม่มากที่บันทึกเสียงลงมาสเตอร์เทปหรือ Hard Disc Drive ด้วยรายละเอียดที่ระดับ 48 kHz/24 bit

ระบบเสียง LPCM Multi-channel ถึงแม้ว่าจะให้คุณภาพเสียงได้ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับระบบเสียงฟอร์แมต แบบบีบอัดอื่นๆ (เมื่อเปรียบเทียบกันที่ระดับรายละเอียดเสียงเท่ากัน) แต่จะใช้อัตราความเร็วบิทข้อมูลที่สูงกว่าทำให้มีความสิ้นเปลืองพื้นที่ บันทึกเสียงในแผ่นมากที่สุด แผ่น Blu-ray ภาพยนตร์ที่บันทึกระบบเสียง Linear PCM 5.1 ch. ที่รายละเอียดเสียงต่อแชนแนลสูงสุด 48 kHz/ 24 bit จะใช้อัตราความเร็วบิทข้อมูลเสียงสูงถึง 6.9   Mbps. แต่ถ้าใช้รายละเอียดเสียงต่อแชนแนลที่ต่ำกว่าเป็น 48 kHz/16 bit คุณภาพเสียงที่ได้จะด้อยลงมาแต่อัตราบิทข้อมูลจะลดต่ำลงเหลือเพียง 4.6   Mbps. ทำให้ใช้พื้นที่บันทึกในแผ่นน้อยกว่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้อง บันทึกเสียงลงในแผ่น Blu-ray Disc ด้วยรายละเอียดเสียงเท่ากับมาสเตอร์เทปเสมอไปเพราะบางแผ่นอาจถูกลดราย ละเอียดลงต่ำกว่าที่บันทึกอยู่ในมาสเตอร์เทปก็ได้เช่น จาก 48 kHz/ 24 bit เป็น 48 kHz/16 bit เป็นต้นถ้าผู้ผลิตต้องการรักษาคุณภาพของภาพไม่ให้ถูกลดทอนรายละเอียดลงไปใน กรณีที่ใช้แผ่น บลู-เรย์ความจุต่ำเช่น แผ่น BD-25 ซึ่งมีความจุต่ำเพียง 25 GB ที่ใช้ในปี พ.ศ. 2549 เป็นต้น

การพัฒนาคุณภาพเสียงของแผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์

แผ่ นบลู-เรย์ภาพยนตร์ที่ผลิตออกวางจำหน่ายในช่วงแรกเมื่อปี พ.ศ. 2549 นั้นส่วนใหญ่จะบันทึกระบบเสียงเป็น Dolby Digital, DTS หรือ LPCM Multi-channel ที่รายละเอียดเพียง 48 kHz/16 bit เนื่องจากแผ่นที่ใช้ในช่วงนั้นส่วนใหญ่เป็นแผ่นชั้นข้อมูลเดียว (BD-25) ที่มีความจุต่ำ จะมีเพียงส่วนน้อยที่ใช้ฟอร์แมตเสียง Dolby TrueHD กับ DTS-HD Master Audio และถึงแม้ว่าจะเริ่มเปลี่ยนมาใช้แผ่นบลู-เรย์แบบสองชั้นข้อมูลที่มีค่าความ จุสูงขึ้นอีกเท่าตัวในปี พ.ศ. 2550 ระบบเสียงส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้เป็น Dolby Digital Linear PCM จนถึงตอนปลายปี ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2551 เริ่มมีการใช้ฟอร์แมตเสียงเสริมรายละเอียดสูงทั้ง Dolby TrueHD และ DTS-HD Master Audio เพิ่มมากขึ้นจนสังเกตได้ชัดเจนโดยเฉพาะฟอร์แมต Dolby TrueHD เพียงแค่ช่วงต้นปีระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน  พ.ศ. 2551 แผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์และคอนเสิร์ตที่วางจำหน่ายทั้งหมดเป็นจำนวน 111 ไตเติ้ลในช่วงนั้นจะเป็นซาวด์แทร็คฟอร์แมต DolbyTrueHD มากที่สุดถึงจำนวน 34 ไตเติ้ลรองลงมาเป็น Dolby Digital จำนวน 29 ไตเติ้ล (บางไตเติ้ลเป็นระบบเสียง 1.0หรือ 2.0 แชนแนลและมีบางไตเติ้ลบันทึกร่วมอยู่กับฟอร์แมตเสียง PCM2.0 และ DTS) ฟอร์แมต เสียง Linear PCM ที่เดิมได้มีการใช้มากที่สุดนั้นได้ลดตำแหน่งมาอยู่ในลำดับที่สามมีจำนวน 21 ไตเติ้ลที่บางไตเติ้ลบันทึกเพียง Linear PCM 2.0แชนแนลและบางไตเติ้ลบันทึกร่วมอยู่กับ Dolby Digital) ลำดับที่สี่เป็นฟอร์แมตเสียง DTS-HD Master Audio มีทั้งหมด 19 ไตเติ้ล และที่มีใช้งานน้อยที่สุดคือฟอร์แมตเสียง Dolby Digital Plus และ DTS-HD High Resolution Audio ที่มีจำนวนเพียง 3 ไตเติ้ลที่บันทึกร่วมอยู่ในแผ่น บลู-เรย์คอนเสิร์ตแผ่นเดียวกัน ฟอร์แมตเสียงของแผ่นบลู-เรย์ภาพยนตร์ทั้งหมดที่วางจำหน่ายจนถึงขณะนี้เกือบ ทั้งหมดใช้แหล่งเสียงรายละเอียดสูงสุดเพียงที่ระดับ 48 kHz/24 bit มีเพียงภาพยนตร์ไตเติ้ลแรกของ IMAX เพียงไตเติ้ลเดียวที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2550 ที่บันทึกด้วยฟอร์แมตเสียง DolbyTrueHD ที่รายละเอียด 96 kHz/24 bit เป็นรายแรก



*เพิ่มเติม LPCM

What 's LPCM ? !! มันคืออะไร

LPCM  ย่อมาจาก Linear Pulse Code Modulation เป็นวิธีการเข้ารหัสไฟล์เสียงแบบดิจิตอล หมายความรวมไปถึงฟอร์แม็ตหลายๆ ตัวที่ใช้วิธีนี้ในการเข้ารหัสหรือ encode บางครั้งก็เรียกย่อๆ กันว่า PCM (ซึ่งตัว PCM นี้จะเป็นตัวที่กว้างกว่า)
การ encode แบบนี้ถึงจะแปลงไฟล์กี่ครั้งก็จะไม่มีการสูญเสียหรือผิดพลาดถ้าใช้ sample rate มากกว่าความถี่ของต้นฉบับอยู่สองเท่า เช่น ถ้าอยากอัดเสียงที่ความถี่ 20 kHz ก็ควรจะใช้ sample rate มากกว่า 40 kHz นิดหน่อยก็พอแล้ว บิตเรทของ LPCM นี้จะมีบิตเรทคงที่ และไม่มีการลดบิตเรทใดๆ เลย เรียกได้ว่าเสียงออกมาเหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง แต่ในแผ่นดีวีดี จะมีระบบเสียง PCM stereo ไม่เกิน 2 แชนแนล เพราะหากเกินจากนี้ขนาดไฟล์จะใหญ่จนเกินไป

ขนาดมาตรฐานของแซมเปิลและแชนแนล

ขนาด แซมเปิลโดยปกติก็คือ 8, 16, 20 หรือ 24 บิตต่อหนึ่งแซมเปิล (แซมเปิลคือระดับความสูง-ต่ำของเสียงที่สุ่มมา ยิ่งขนาดแซมเปิลมากก็จะทำให้ระดับความสูง-ต่ำของเสียงที่ได้มีความกว้างมาก ขึ้น)

ระบบ 2 แชนแนล (stereo) เป็นระบบที่พบได้มากที่สุด แต่จริงๆ แล้วจะรองรับได้ถึง 8 แชนแนล (ระบบ 7.1 surround)

sample rate ปกติจะใช้ 48 kHz สำหรับไฟล์ของแผ่นดีวีดี หรือ 44.1 kHz สำหรับใช้กับแผ่นซีดีเพลง สำหรับความถี่ 96 kHz หรือ 192 kHz อาจจะเอาไว้สำหรับใช้ในอุปกรณ์ใหม่ๆ เหมือนกับบิตเรทที่มีค่าได้ถึง 6.144 mb/s (เมกะบิตต่อวินาที) ต่อหนึ่งแชนแนล

มาตรฐานของดีวีดี

เครื่อง เล่นดีวีดีส่วนใหญ่จะรองรับได้ถึง 48 kHz/16 bit มีแค่เครื่องรุ่นดีที่สามารถเล่นได้ถึง 96 kHz/24 bit ส่วนมาตรฐาน DVD-Audio (มันคือแผ่นดีวีดีเพลง บ้านเราคงหายากสักหน่อย) จะรองรับได้มากถึง 192 kHz/24 bit

เอาไว้ใช้กับอะไรบ้าง?

LPCM เป็นวิธี encode ที่ใช้กันเป็นปกติกับฟอร์แม็ต WAV ซึ่งเป็น container ที่เป็นไฟล์เสียงที่ไม่ได้บีบอัด (uncompressed audio) ตัวจริงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ คำว่า PCM และ LPCM เป็นคำที่มักจะพูดถึงฟอร์แม็ตที่ใช้ในไฟล์ WAV แต่บางทีก็มีให้เห็นในไฟล์ AIFF ด้วย LPCM ใช้ในการ encode ข้อมูลเสียงสำหรับแผ่นซีดีที่มีมาตรฐาน Red Book นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานของแผ่นดีวีดีอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว และแผ่น Blu-ray และใช้ในเทคโนโลยี HDMI (High-Definition Multimedia Interface) ด้วย

ในแผ่น DVD-Audio จะมีระบบ MLP (Meridian Lossless Packing) เพื่อใช้บีบอัดข้อมูล PCM อีกที MLP จะเป็นการบีบอัดข้อมูลโดยที่ไม่ลดคุณภาพข้อมูลเลย คล้ายระบบที่ใช้ใน ZIP ไฟล์ พอคลายออกก็เหมือนเดิมทุกอย่าง สำหรับ DVD-Audio ในระบบ MLP สามารถบันทึกเสียงได้มากกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับ 96 kHz/24 bit ในระบบ 6 แชนแนล หรือ 192 kHz/24 bit ในระบบ Stereo 2 แชนแนล



ระบบเสียง hi-def กับแผ่น Blu-ray Disc



ระบบ เสียงแบบ High Definition นี้จะมาพร้อมกับแผ่น Blu-ray Disc เนื่องจากระบบใหม่นี้ไฟล์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลมาก Blu-ray Disc จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับระบบเสียงนี้   และเมื่อพูดถึงระบบเสียงแบบใหม่นี้แล้วละก็ แน่นอนว่า 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านการพัฒนาระบบเสียงรอบทิศทางจนเป็นที่ยอมรับกันโดย กว้างขวาง ต่างก็ไม่พลาดที่จะเข้ามาร่วมในการเปิดตลาดของระบบเสียงแบบ High definition นี้ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ “Dolby” และ “DTS






ระบบเสียง High definition จาก Dolby


ค่าย Dolby ได้พัฒนาระบบเสียงขึ้นมาใหม่ 2 ระบบเพื่อรองรับการเข้าสู่โลกของ High definition นั่นคือ “Dolby Digital Plus” และ “Dolby TrueHD”

แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง Dolby TrueHD เพียงอย่างเดียว เพราะระบบนี้จะเป็นระบบเสียงหลักระบบหนึ่งในแผ่น Blu-ray disc
 
Dolby TrueHD เป็นระบบเสียงรอบทิศทางที่ไม่มีการสูญเสียของข้อมูลเลย นั่นหมายความว่าสัญญาณเสียงที่เรา ได้ยินจากระบบ Dolby TrueHD นั้นจะมีความเที่ยงตรงเหมือนกับที่บันทึก มาจากสตูดิโอเลยทีเดียว และยังสามารถ รองรับช่องสัญญาณเสียงได้สูงสุดถึง 8 channel โดยเมื่อเทียบกับระบบ เสียง Dolby Digital แบบเก่า Dolby TrueHD จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นถึง 28* เท่าเลยทีเดียว

* วัดจาก Bit-rate โดย Dolby Digital จะให้ Bit-rate = 0.64 Mbps ขณะนี้ Dolby TrueHD ให้ Bit-rate = 18 Mbps)


ระบบเสียง High definition จาก DTS


เช่น เดียวกับ Dolby, ค่าย DTS ได้พัฒนาะระบบเสียงแบบ High definition ขึ้นมา 2 รูปแบบเหมือนกัน นั่นคือ “DTS-HD High Resolution Audio” และ “DTS-HD Master Audio” ในที่นี้จะขอกล่าวถึง DTS-HD Master Audio เท่านั้น
 
DTS-HD Master Audio เป็นระบบเสียงรอบทิศทางที่ไม่มีการสูญเสียของข้อมูลคล้ายกับ Dolby TrueHD และรองรับช่องสัญญาณได้ถึง 8 channel เหมือนกัน แต่สิ่งที่ DTS-HD Master Audio มีเหนือกว่าก็คือ คุณภาพเสียงซึ่งสามารถให้ได้มากถึง 28 Mpbs

แต่ในด้านความนิยมหรือความหลากหลายของแผ่นซอฟแวร์ให้ ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าทางบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ จะให้ความสำคัญกับ Dolby TrueHD มากกว่า ทำให้แผ่น Blu-ray disc ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมี Dolby TrueHD มาด้วย ในขณะนี้แผ่น Blu-ray Disc ที่มีระบบเสียง DTS-HD Master Audio ยังมีจำนวนค่อนข้างน้อย


ตารางเปรียบเทียบระบบเสียงต่างๆ

 

 

 

อย่างไรก็ตามการแข่งขันในด้าน High definition นี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น เราคงจะต้องมาติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าเส้นทาง แห่งการแข่งขันนี้จะดำเนินกันต่อไปอย่างไร...

 

ข้อมูล จากคุณ aoxx

http://play3thai.com/forums/index.php?topic=23849.0


ไฟล์ Full Rip เป็น ไฟล์ ที่มาจากแผ่น Blu-ray โดยใช้ Computer ที่มี่ drive Blu-ray rom แล้ว Rip (ดึง) ข้อมูลออกมา เรียกไฟล์แบบนี้กันเต็มๆว่า Blu-ray Full Rip หรือเรียกโดยย่อว่า ไฟล์ Full Rip ซึ่งไฟล์ภาพยนตร์ที่ได้มานั้น จะมีคุณภาพเท่ากับแผ่นแท้ Blu-ray ไม่ได้ลดทอนสิ่งใดออกไปเลย

ไฟล์ Full Rip ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. Full Rip แบบมีเมนู เป็นไฟล์ที่ Rip ออกมาจากแผ่น Blu-ray แล้วไม่ได้มีการลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ เมื่อนำมาเปิดเล่น จะเหมือนกับแผ่น Blu-ray ทุกประการ
2. Full Rip แบบมีแต่ภาพยนตร์ เป็นไฟลที่เมื่อ Rip ออกมาแล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ลบส่วนที่เป็นเมนูออก เหลือเพียงตัวภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังคงความคมชัดเท่ากับแผ่น Blu-ray

TIP : ไฟล์ Full-rip โดยทั่วไป มีขนาดตั้งแต่ 25 – 45 GB ตามขนาดของแผ่น Blu-ray


โครงสร้างของ ไฟล์ Full Rip จะประกอบไปด้วย โฟลเดอร์ต่างๆมากมายดังนี้

    * MOVIE
      - BDMV
      --- AUXDATA
      --- BACKUP
      --- BDJO
      --- CLIPNF
      --- JAR
      --- META
      --- PLAYLIST
      --- STREAM
      --- Index.bdmv
      --- MovieObject.BDMV
      - CERTIFICATE

โดยโฟลเดอร์ที่เก็บภาพยนตร์ที่อยู่นอกสุดคือ โฟลเดอร์ BDMV จึงมีการเรียกไฟล์ Full Rip กันอีกชื่อว่า ไฟล์ BDMV
ส่วนไฟล์ Full Rip ที่ตอน Rip ออกมาจากแผ่น Blu-ray ได้ Rip ออกมาในรูปแบบของไฟล์ ISO จึงมีอีกชื่อเรียกว่า BDISO





ไฟล์ MKV
เป็นการนำเฉพาะส่วนภาพยนตร์ของไฟล์ Full Rip มาทำการบีบอัด ลดขนาดลง โดยที่ยังคงให้คุณภาพใกล้เคียงกับแผ่น Blu-ray มากที่สุด โดยส่วนที่แตกต่างจาก ไฟล์ Full-rip ที่เด่นชัด จะเป็นเรื่องของระบบเสียง ไฟล์ Full rip จะมีระบบเสียงแบบ HD ก็คือ DTS-HD,TrueHD ส่วนไฟล์ MKV ที่ถูกลดทอนลง ส่วนใหญ่จะเป็นระบบเสียง DTS, Dolby Digital (AC3)


ไฟล์ MKV จะแบ่งตามความละเอียดภาพได้ 2 แบบ ได้แก่
1. ไฟล์ MKV แบบ 1080p จะมีความละเอียดภาพที่ 1920 x 1080 มีขนาดไฟล์ตั้งแต่ 9 – 20 GB ส่วนมากจะมีขนาดที่ประมาณ 12 -15 GB และหากเป็น การ์ตูนอนิเมชัน จะมีขนาดที่ 4 – 6 GB
2. ไฟล์ MKV แบบ 720p จะมีความละเอียดภาพที่ 1280 x 720 มีขนาดไฟล์ตั้งแต่ 5 – 10 GB และหากเป็น การ์ตูนอนิเมชัน จะมีขนาดที่ 2 – 4 GB


นอกจากนี้ ไฟล์ MKV ยังเป็นไฟล์ที่ชาว Hi-Def นิยมเล่นกันมากที่สุด
เนื่องมาจาก

1. ไฟล์ MKV มีขนาดไฟล์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป หากเทียบกับไฟล์ Full rip แล้ว ไฟล์ MKV จะประหยัดพื้นที่มากกว่า 2-3 เท่า ยกตัวอย่างเช่น
- ฮาร์ดดิสก์ 1 TB (1000 GB) ไฟล์ MKV จะเก็บหันงได้ 80 – 90 เรื่อง ส่วนไฟล์ Full rip จะเก็บหนังได้เพียง 25 - 30 เรื่อง
2. และด้วยขนาดของไฟล์ MKV ที่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป และยังคงรักษาคุภาพของภาพได้เทียบเท่าแผ่น Blu-ray จึงเป็นที่นิยมและแพร่หลาย การหาไฟล์ภาพยนตร์แบบ MKV จึงเป็นที่ง่ายดายกว่า การหาไฟล์หนัง Full rip
แต่ในระยะหลังนี้ ไฟล์ Full rip ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ดังๆ อย่างเช่น Avatar, Tranformers นักสะสมทั้งหลายที่ชื่นชอบ ก็เลือกที่จะสะสม ไฟล์ Full rip ที่ให้คุณภาพูงสุดเหมือนแผ่นแท้ Blu ray ทุกประการ

ซับไตเติ้ลของไฟล์ High-Definition มีกี่แบบ

ใน การเล่นหนัง แบบ ไฟล์ Hi-Def สิ่งที่มาคู่กันคือ Subtitle เพราะหากหาไฟล์หนังมาแต่ไม่มีซับไทย ก็อาจจะหมดสนุกกันได้ จึงจะขอแนะนำไฟล์ซับแบบต่างๆ

1.ซับ Text เป็นซับที่เป็นตัวอักษร คมชัด สามารถที่จะปรับเปลี่ยนขนาด สีตัวอักษร ตำแหน่ง และการดีเลย์ระหว่างซับไตเติลกับเสียงพูดได้ ซับแบบนี้จะมีนามสกุล .SRT.SSA แต่จะค่อนข้างหายากกว่าซับแบบที่ 2

2. ซับภาพ เป็นซับที่เป็นภาพตัวอักษร อาจจะไม่ชัดมาก ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนค่าใดๆได้เลย แต่เป็นซับที่หาโหลดได้ง่าย ซับแบบนี้จะมีนามสกุล .IDX .SUB

โดยที่ ในไฟล์หนังบางไฟล์อาจจะมีไฟล์หนังเพียงไฟล์เดียว แต่เมื่อเปิดดู แล้วสามารถเลือกซับได้ เราเรียกว่า ซับใน หรือ ซับฝัง ส่วนถ้ามีหลายไฟล์ และมีไฟล์หนัง กับไฟล์ซับอยู่ด้วย เราเรียกว่า ซับนอก และการที่จะให้ ภาพยนตร์เรื่องนั้นสามารถใช้ซับนอกได้นั้น ให้เราทำการแก้ไขชื่อของ ไฟล์ภาพยนตร์และไฟล์ซับ ให้ตรงกันทุกตัวอักษร

การใส่ซับนอกในไฟล์หนัง
โดย การตั้งชื่อซับไตเติ้ลให้ตรงกับชื่อหนังให้ตรงกันทุกตัวอักษร โดยตัวหนังจะทำการค้นหาจับคู่ชื่อไฟล์ซับกับไฟล์หนังโดยอัตโนมัติ เช่น
Transformers.avi
Transformers.srt

หรือถ้าใส่เป็นภาษาแบบนี้ก็ได้เช่นกัน
Transformers.English.srt
Transformers.Thai.srt

เราสามารถใส่ซับได้กับทุกไฟล์หรือไม่?
ได้ครับ ไฟล์ทุกชนิดเราสามารถใส่ซับได้หมด


ซับยอดนิยมในเมืองไทย?

ทั้ง ซับในและซับนอกเลยครับ โดยหากคุณเป็นผู้ที่ ดาวน์โหลดหนังจากตามแหล่งต่างๆไม่ว่าจะเป็น Torrent แหล่งต่างๆ มักจะเป็นซับนอกครับ แต่ตามแหล่งร้านต่างๆ มักจะมีทั้งซับนอกและในเลยครับ โดยนามสกุลยอดนิยมมักจะเป็น .IDX, .SUB  ส่วน .ASS จะเห็นบ่อยใน Anime Fansub ต่างๆ ครับ

ตารางไฟล์ซับต่างๆ
ขอบคุณ Wikipedia ครับ

ข้อมูลจาก mede8erthai 

 

โชว์ปกแบบ THUMBNAIL WALL




หรือจะทำเป็นแบบ โชว์ปกในก็ได้

 

โชว์ปกแบบ  VIDEO WALL


โชว์ปกแบบ yaDIS บน DUNE HD ทุกรุ่น

 

ผมหวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

สุดท้ายผมขอขอบคุณแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เอื้อเฟื้อต่อสาธารณชนครับ

 
Online:  46
Visits:  2,495,024
Today:  117
PageView/Month:  14,159